เคยสงสัยบ้างมั้ย ชีวิตคนเราเกิดมาเพื่ออะไร จะแสวงหาความสุข ความพึงพอใจไปเพื่ออะไร และความหมายของชีวิตมันคืออะไรกันแน่ ??

ความคิดเหล่านี้มันผุดขึ้นมาในหัวนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่ตอนขึ้นมัธยมต้นมาใหม่ๆ ในช่วงการเรียนตอนประถมศึกษา ผมมีผลการเรียนที่ดีถึงดีมาก ได้รับรางวัลดี้เด่นมาโดยตลอด ทุกคนชื่นชมในตัวผม และเป็นจุดที่ทำให้ผมคิดว่าตัวผมเก่งที่สุด ไม่มีใครเทียบได้จนกระทั่งถึงประถมศึกษาตอนปลาย ผมพบว่ามีคนที่เก่งกว่า ฉลาดกว่า และมีความสุขมากยิ่งกว่า เขาไม่เคยต้องมานั่งอ่านหนังสือหนักๆ หรือได้รับแรงกดดันจากครอบครัว กลับกันเขาได้เล่นสนุก กีฬาเป็นเลิศ และเพื่อนๆหลายคนรักเขา จนถึงตอนนี้หลายๆคนคงคิดว่าผมอิจฉา ใช่ครับ ผมอิจฉาเขา อิอิจฉาที่เขาเก่งกว่าหรือ ไม่ อิจฉาเพราะเขามีเพื่อนเยอะหรือ ไม่ อิจฉาเพราะเขาไม่ถูกแรงกดดันหรือเปล่า ก็ไม่ ผมอิจฉาเขาตรงที่เขามี "ความสุข" ในช่วงประถมนั้นผมมีความทรงจำแค่ผลการเรียนที่ดีเท่านั้น แต่ความสุขหรอ น่าแปลกที่สิ่งเหล่านั้นมันไม่มีอยู่เลย
          พอขึ้นมัธยมมามาดๆ ผมสอบเข้าเรียนห้องพิเศษวิทยาศาสตร์ มันจึงยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผมเข้าไปอีกว่าผมไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด คนที่เก่งกว่าผมนั้นยังมีอีกมาก ความมั่นใจผมลดน้อยลงไปมาก จนผมเศร้า และไม่มีความสุข ต่อมาผมฝึกที่จะยอมรับในความจริงของสังคม และเริ่มแสวงหาความสุขมากยิ่งขึ้น ผมไปดูหนัง เที่ยวกับเพื่อน พักเรื่องเรียนให้น้อยลง แต่ไม่ละเลย ในช่วงตอนม.ต้น ถึงแม้ว่าผลการเรียนผมจะอยู่อันดับท้ายๆของห้อง แต่ผมรู้สึกได้ว่าชีวิตเริ่มมีความหมาย ณ ตอนนั้นผมเริ่มวางแผนอนาคตของตัวเอง "ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องมีรายได้พอประมาณ ต้องเป็นสิ่งที่ผมรัก และพร้อมเต็มใจอยู่กับสิ่งนั้นไปตลอดชีวิต "
          สิ่งเหล่านี้คือคีย์เวิร์ดสำคัญในการหาอาชีพที่หวังว่าจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องผม และครอบครัวที่สนับสนุนผมได้ หลายๆคนแนะนำให้ผมเป็นหมอ เพราะศักยภาพของผมสามารถเป็นได้ อีกทั้งผมยังชอบช่วยคนเป็นชีวิตจิตใจ แต่ผมคงทำไม่ได้หรอก ผมเป็นพวกใจไม่เข้มแข็งพอ และคิดว่าไม่น่าจะรับถึงผลของการกระทำไหวหรือภาระที่มาพร้อมกับอาชีพ เราสามารถทนเห็นคนตายได้หรอ เราช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยหรอ เรื่องของหมอจึงตกไป พ่อผมแนะนำให้ผมเป็นนักกายภาพบำบัด เพราะไม่ต้องแบกรับอะไรมากเท่ากับหมอหรือแพทย์ทั่วไป แถมยังช่วยคนได้อีกด้วย ความคิดนี้เข้าท่ามาก เยี่ยมไปเลย
          ตอนขึ้นมัธยมปลาย มีการเลือกเรียนสายที่ต้องการ แน่นอนผมได้เรียนห้องวิทย์-คณิต แต่ไม่ใช่ห้องพิเศษอีกแล้ว ผลการเรียนไม่ถึง ยื่นเข้าสมัครสอบไม่ได้ 5555 ผมจึงตั้งเป้าหมายใหม่ ลดความสำราญใจของตนเอง และเรียนให้มากขึ้น สังคมในห้องเรียนใหม่นั้น นับว่า"ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร"ในทัศนคติของผม ทุกคนในชั้นเรียนเป็นพวกขี้เล่น สนุกสนาน เฮฮา ปาร์ตี้ ซึ่งผมไม่โทษในเรื่องนี้ ทุกคนมีสิทธิในการหาความสุขเข้าตัวเองอยู่แล้ว คงไม่มีใครชอบนั่งเครียดๆหน้าเศร้าหมองทั้งวันหรอก ในช่วงแรกๆผมปรับตัวได้ดีในระดับนึง แต่พอผ่านมาซักพัก ผมกลับไปอยู่ในกลุ่มที่คนส่วนใหญ่ในห้องมองว่าเป็นตัวประหลาดซะงั้น หนึ่งในนั้นมีเพื่อนผมคนนึง เขาเป็นโรคซึมเศร้า คนในห้องส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเขา และพยายามผลักไสไล่ส่ง เอาเรื่องไปนินทาลับหลัง คุยกันสนุกปาก ลามมาถึงผมด้วย เขาคงเห็นว่าเราสองคนสนิทกัน
         ช่างน่าเศร้าที่เพื่อนผมคนนี้ไม่ความสุขมากนักที่ได้ย้ายมาอยู่ห้องนี้ (ขอเรียกว่าเอแล้วกัน) เอบอกว่าสังคมในห้องตอนนี้แย่มาก ทำให้เขาไม่อยากมาเรียนด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัว เขาก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องมาเรียนอีก ผมว่าโรคซึมเศร้านี้น่าสงสารนะ เนื่องจากผมช่วยอะไรไม่ได้เลย ผมไม่ใช่พวกนักจิตแพทย์ หรือคนในแบบที่ช่วยเขาได้ ผมจึงมีความคิดอยากเป็นจิตแพทย์นับแต่นั้นเป็นต้นมา การเรียนห้องใหม่นั้น สำหรับผมแล้วมันเป็นเหมือนประสบการณ์ชีวิตในอีกรูปแบบนึงที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนในห้องเรียนพิเศษตอนม.ต้น มีคนหลายรูปแบบ ทั้งพวกหัวโจ๊ก เด็กเรียน บ้าละคร พวกเด็กเกรียน หรือจูนิเบียวก็มี ผมถือว่าเตรียมตัวก่อนใช้ชีวิตดีกว่า พอเรียนจบไป จะได้รู้เท่าทันคนบ้าง 555
          ท่านผู้อ่านครับ มีคำแนะนำสำหรับผมคนนี้บ้างมั้ย หรือว่าแนวคิดผมมันเครียดไปหรือเปล่า หลายๆคนชอบทักว่าเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็ก ไม่ใช่โคนันนะเฟ้ย 555 หรือมีทัศนคติที่ควรปรับแก้อะไรหรือไม่ รวมคำถามตรงหัวกระทู้ด้วย ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยได้กล่าวถึงมันเท่าไหร่ เล่นเล่าชีวิตตัวเองจนยืดเยื้อไปหน่อย ตอนนี้ผมอยู่ ม.4 นะครับ เพื่อใครสงสัย ไปละ เดี๋ยวตอนดึกๆมาไล่อ่าน ช่วยแนะนำผมด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่